ทนายเกิดผล อาสาฟ้องกลับตำรวจ หลัง นายธารา ผู้เป็นพ่อถูกชุดจับกุมกระทำรุนแรง ไม่ฟังเหตุผล

จากกรณีที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ ถึงการผู้ใช้เฟซบุ๊ค  Arocha Reampong   ได้แชร์คลิปวิดีโอความยาวประมาน 4 นาที ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนหลายนาย กำลังจับนายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ภายในโรงเรียนเมืองพัทยา6 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

ขณะที่นายธารา ผู้เป็นพ่อทางไปทานข้าวกับลูกสาวทั้ง 2 คนท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยครู  นักเรียนจำนวนมาก   โดยทางฝั่งอดีตภรรยา ของนาย ธารา ได้ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมว่า ตนเองมีพฤติกรรมค้ายาเสพติด และมีอาวุธปืน พร้อมต่อสู้หลบหนี ซึ่งหากลูกอยู่กับตนจะไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้ประสานตำรวจ สภ.บางละมุง นำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว(ชมคลิปด้านล่าง)

โดยความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว วันที่ 8 ส.ค. 61 ที่ สภ.บางละมุง จ.ชลบุรี “มาร์ค” หรือ นายธารา เวลาแจ้ง พ่อของเด็ก เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 10.30 น. ตนไปทานข้าวกับลูกคนเล็ก ที่โรงเรียนเมืองพัทยา จากนั้นเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้ามาภายในโรงเรียน พร้อมกับอดีตภรรยาของตน ตนจึงรีบขึ้นไปหาลูกคนโตที่ชั้น 2 ก็ไม่พบ ช่วงเวลานั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็เข้ามาขอค้นตัวตน แต่ไม่พบผิดปกติ ตนจึงรีบไปอุ้มลูกคนโตกลับบ้าน

ขณะนั้น พ่อของอดีตภรรยา เข้ามากระชากคอเสื้อตนหลายครั้ง พร้อมทั้งพูดจาข่มขู่ จึงเกิดการชกต่อยกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้ามาแยกทั้งสองฝ่าย ทำให้มีภาพปรากฏออกมาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายตน แต่โดยส่วนตัวตนไม่รู้สึกติดใจเอาความ เพราะทราบภายหลังว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทราบเรื่องราวของครอบครัวตน

ทั้งนี้ ที่ตนรู้สึกโกรธมาก เป็นเพราะอีกฝ่ายพยายามนำลูกของตนไป แล้วยังมีการชกต่อยตน จนมีแผลบริเวณใบหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตภรรยาเคยกระทำแบบนี้กับตนแล้ว คือพยายามไปรับลูกทั้งสองคน มาจากโรงเรียน แล้วยังนำคำพิพากษาศาลชั้นต้น ไปอ้างกับครูที่โรงเรียน เพื่อจะนำลูกออกมา ทั้งนี้ ในปีก่อนก็เคยนำตัวลูกของตนไปอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นบ้านของอดีตภรรยา นานถึง 1 ปี จนกระทั่งมีการทำสัญญายินยอมระหว่างกัน ให้ลูกมาเรียนที่พัทยา จ.ชลบุรี แต่เมื่อปิดเทอม ลูกจะไปอยู่กับอีกฝ่าย ซึ่งอีกฝ่ายไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 และตนยืนยันได้ว่า ลูกทั้ง 2 คน อยากอยู่กับตนมากกว่า ส่วนประเด็นเรื่องยาเสพติดนั้น ตนยอมรับว่าเป็นเรื่องเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นายธารา ได้กล่าวถึงอดีตภรรยาด้วยว่า ตนไม่มีอะไรติดใจเอาความ ตนเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นแม่ที่รักลูก แต่ตนอยากให้ทำอะไรก็คิดถึงลูกบ้าง เพราะการกระทำที่ทำอยู่นั้น ไม่ถูกต้องตามกระบวนการศาล

 

อันนี้คือคลิปก่อนที่จะมีการเข้าจับกุม เวทนาเด็กนะเอาตรงๆ เดี๋ยว EP.3 จะมาต่อ

โพสต์โดย อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return เมื่อ วันพุธที่ 8 สิงหาคม 2018

เเละจากเรื่องราวดังกล่าวทาง  ทนายคนดัง  อย่าง เกิดผล แก้วเกิด ก็ออกมาเผยถึงเรื่องการกระทำเกินกว่าเหตุเจ้าหน้าที่ในการจับกุม พร้อมกับ ยินดีช่วยเหลือ หากนายธารา ผู้เป็นพ่อต้องการทนาย เเละยืนยัน ไม่เกี่ยวกับเรื่องอำนาจปกครองบุตร ระหว่างคุณพ่อ คุณแม่ แต่อย่างใด เพราะคดีอยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาลฎีกา  ตนจะไม่ได้รับรอง หรือยุ่งเกี่ยวในประเด็นนี้

 

เป็นผม ผมจะดำเนินคดีตำรวจ ที่ร่วมจับกุมทั้งหมด เพราะคดีนี้เป็นการจับกุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีหมายจับของศาล ไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า เพราะไม่มีสิ่งผิดกฎหมายตามที่ภรรยาแจ้งความเท็จ  เมื่อการจับกุมไม่ชอบ ผลที่ตามมา คือ มาตรา 157 , 295 , 309 ,310 + 83 ตามมาอย่างแน่นอน

ที่ผู้กำกับให้สัมภาษณ์ ว่า ต้องควบคุมตัวเพราะเจ้าตัวโวยวาผมไม่เห็นเห็นด้วยแน่นอน เพราะ ถ้าการจับกุมไม่ชอบเสียแล้ว อย่าว่าแต่โวยวายเลยครับ แม้ต่อสู่ขัดขวาง และทำร้ายตำรวจ ยังไม่เป็นความผิด เพราะ เขามีสิทธิตามกฎหมายครับ ท่าน

ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8722/2555

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุอยู่บนถนนสุทธาวาสไม่ใช่หลังซอยโรงถ่านตามที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่ามีอาชญากรรมเกิดขึ้นประจำแต่อย่างใด และจำเลยไม่มีท่าทางเป็นพิรุธคงเพียงแต่นั่งโทรศัพท์อยู่เท่านั้น การที่สิบตำรวจโท ก. และสิบตำรวจตรี พ. อ้างว่าเกิดความสงสัยในตัวจำเลยจึงขอตรวจค้น โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุนว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดความสงสัยในตัวจำเลย จึงเป็นข้อสงสัยที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ถือไม่ได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 93 ที่จะทำการตรวจค้นได้ การตรวจค้นตัวจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยซึ่งถูกกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีสิทธิโต้แย้งและตอบโต้เพื่อป้องกันสิทธิของตน ตลอดจนเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งใด ๆ อันสืบเนื่องจากการปฏิบัติที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง

ปล.ถ้าต้องการคำแนะนำ ให้เจ้าตัวติดต่อผมมาได้เลยครับ