[มีคลิป] เปิดใจหมดเปลือก พ่อต้องถูกตำรวจจับกุมอย่างรุนแรง แค่ไปกินข้าวกับลูกในโรงเรียน

กรณีคลิปวิดีโอการบุกเข้าจับกุมชายเสื้อดำของเจ้าหน้าที่ ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่พัทยา ซึ่งระบุว่าเป็นการแจ้งความจับกุมของแม่ ให้มาจับพ่อของลูก โดยอ้างว่าฝ่ายพ่อเป็นผู้ค้ายาเสพติด ถ้าลูกยังอยู่ด้วยจะได้รับอันตราย

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก เรารักพัทยา รายงานบทสัมภาษณ์ นายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ชายเสื้อดำที่ถูกจับกุมตัวในคลิป ขณะเจ้าตัวได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่แล้ว และได้เดินทางมาตรวจร่างกาย เพื่อทำแผลหลังได้รับบาดเจ็บที่ตาซ้าย เป็นแผลแตก รวมถึงมีการฟกช้ำตามร่างกาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดกับทางอดีตภรรยา ฐานทำร้ายร่างกาย

[มีคลิปให้ดูกันก่อน]

โพสต์โดย Arocha Reampong เมื่อ วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2018

นายธารา เปิดเผยว่า อดีตภรรยา ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างฟ้องร้องเรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูก 2 คน ซึ่งศาลยังไม่มีการตัดสิน แต่คู่กรณีกลับไปแจ้งความเท็จต่อศูนย์ดำรงธรรม ว่าศาลตัดสินแล้ว และตนมีพฤติกรรมค้ายาเสพติดและพกพาอาวุธปืนตลอดเวลา พร้อมที่จะต่อสู้หลบหนี

หากให้ลูกๆ ยังอยู่กับตนจะไม่ปลอดภัย ทำให้ศูนย์ดำรงธรรมประสานเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ สภ.บางละมุง นำกำลังเข้าจับกุมตัวตน ขณะที่ตนมากินข้าวกลางวันกับลูกๆ ในช่วงพักที่โรงเรียน

เขาบอกว่าได้หย่าร้างกับภรรยามา 5 ปี และลูก ๆ ก็อยู่ในความดูแลของตนมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะค่าทำคลอด ค่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ดูแลลูกมาคนเดียวตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ลูกๆ อาจจะไปเที่ยวหากับทางฝ่ายอดีตภรรยาบ้าง และทุกครั้งที่ไป ก็จะถูกกีดกัดตลอด ไม่ให้ติดต่อตน จนต้องคอยไปตามกลับมาทุกครั้ง

ธารา เผยต่อว่า สาเหตุที่ต้องไปเฝ้าลูกๆ ที่โรงเรียนทุกวัน เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จนมาครั้งล่าสุดนี้ ที่ฝ่ายอดีตภรรยาโกหกเจ้าหน้าที่จนต้องมาจับกุม แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริง ไม่มีอาวุธ ไม่มีสารเสพติดในร่างกาย เจ้าหน้าที่จึงได้ปล่อยตัวออกมา

“วันนั้นผมไม่ได้คิดจะต่อสู้ เเค่ต้องการลูกผม”

“ตำรวจเขาไม่รู้เรื่องว่าการเเจ้งความเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เพิ่งจะรู้ตอนผมมาถึงโรงพัก เมื่อได้คุยรายละเอียดกัน” นายธารากล่าว

[มีคลิปคุณพ่อเปิดใจ]

แชร์สนั่น คลิปหนุ่มถูกหทารตำรวจบุกล็อกกลางโรงเรียนลูก จนท.เผยเป็นการเข้าใจผิด หลังอดีตภรรยาแจ้งจับเกี่ยวข้องอาวุธปืน และยาเสพติด จากกรณีเฟสบุ๊ค” ได้แชร์คลิปวิดีโอความยาวประมาน 4 นาที ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจำนวนหลายนาย กำลังจับกุมชายคนหนึ่ง ภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งท่ามกลางบรรยากาศครูนักเรียนและชาวบ้าน พร้อมระบุข้อความว่า”น่าสงสารพี่เขานะครับ เหตุแย่งลูก ฝั่งพี่ผู้ชาย เอาลูกมาเลี้ยง2คน พาย้ายหนีฝั่งแม่มาหลายโรงเรียน จน ทางแม่ไปฟ้องศาล ว่าพ่อไม่มีสิทธิ์เลียงดู จนพ่อพาย้ายมาเรียนเมือง6 แกก็ค่อยเฝ้าลูกตลอด กลัวทางฝั่งแม่มาเอาไป พี่ผู้ชายแกรักลูกมากนะค่ะไม่มีใคร นี้คือท้าวความ แล้ววันนี้ ฝั่งผู้หญิงเอาหมายสิทธิ์ลุดมาพร้อมพ่อ ซึ่งได้ข่าวว่าพ่อเป็นตำรวจ แล้วไปแจ้งตำรวจว่าพี่แกขายยา เลยตำรวจมาเพียบ แล้วก็มาจับพี่แก พี่แกก็มาคนเดียวจะไปสู้ไร แค่แกไม่ให้ลูกไป แต่เหตุการณ์วันนี้ ฝั่งพี่ตำรวจทำเกินไปไหม ถ้าเราโดนกล่าวหาแต่เราไม่ทำ ตำรวจก็มีสิทธิ์ทำถึงขนาดนี้ไหม ประมาณนี้ค่ะ ถูกผิดไง ก็ขออภัย เครดิต@Uthumporn Thongpluem” ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ผู้ถูกจับในคลิปดังกล่าว เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันนี้ช่วงเวลาพักกลางวัน ตนได้เดินทางไปทานข้าวกับลูกสาวทั้ง 2 คน ที่โรงเรียนเมืองพัทยา6 อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งตนจะทำแบบนี้เป็นประจำทุกๆวัน ส่วนเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น สาเหตุมาจากตนและภรรยา ได้หย่าร้างกันเมื่อ 5 ปี ก่อน ทำให้เกิดปัญหาฟ้องร้องเรื่องสิทธ์ครอบครองลูกเรื่อยมา ซึ่งตนเป็นคนดูแลและเลี้ยงดูลูกทั้ง 2 คน มาโดยตลอด อาจจะมีช่วงปิดเทอมที่ลูกไปเที่ยวหาฝั่งทางภรรยา ซึ่งหากเมื่อลูกอยู่กับภรรยาจะปิดบังไม่ให้ตนได้คุยกับลูก และตนต้องไปตามกลับทุกครั้ง ซึ่งตนได้เลี้ยงลูกคนเดียวมาตลอด 3 ปี ทำให้ฝั่งภรรยาไม่พอใจ จนเหตุการณ์ล่าสุดภรรยาและครอบครัว ได้พาทหารตำรวจ มาจับกุมตน และทำร้ายร่างกายตน ที่โรงเรียนพร้อมกับพาลูกทั้ง2คน ขึ้นรถไป ตามคลิปวิดีโอ เมื่อถึง สภ.บางละมุง ตนได้อธิบายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทำให้ตนได้ทราบว่า ทางฝั่งอดีตภรรยาได้ร้องเรียนกับศูนย์ดำรงธรรมว่า ตนเองมีพฤติกรรมค้ายาเสพติด และมีอาวุธปืน พร้อมต่อสู้หลบหนี ซึ่งหากลูกอยู่กับตนจะไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ทหาร จึงได้ประสานตำรวจ สภ.บางละมุง นำกำลังเข้าจับกุมดังกล่าว ภายหลังจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้ตรวจหาสารเสพติด และอาวุธปืน แต่ตนบริสุทธิ์เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวกลับ จากนั้นตนได้เดินทางมาตรวจร่างกาย เพื่อเป็นหลักฐานในการร้องทุกข์ว่า ถูกคู่กรณีทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บต่อไป

โพสต์โดย เรารักพัทยา เมื่อ วันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2018