อัจฉริยะ ดับเครื่องชน!! เจ้าหน้าที่ลิขสิทธิ์กระทงการ์ตูนที่รังแกเด็ก ล่าสุด ยอมคืนเงินค่าปรับให้เด็ก

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 จากเหตุการณ์ในโลกออนไลน์ ที่เด็กหญิงวัย 15 ปี ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ ดำเนินการล่อซื้อจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากเด็กคนดังกล่าวได้ประดิษฐ์กระทงขายโดยติดรูปตัวการ์ตูนดัง

ด้าน น้องเอ (นามสมมติ) เด็กวัย 15 ปี ที่ถูกจับละเมิดลิขสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนเองมีความตั้งใจมากที่จะหารายได้พิเศษด้วยตัวเอง เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน เพราะขณะนี้เพิ่งเรียน ปวช.ปี 1 สาขาการบัญชี ในวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง จะได้ไม่ต้องรบกวนเงินของพ่อ แม่ เพราะพ่อก็ทำงานโรงงานมีรายได้ไม่มาก ช่วงนี้ใกล้จะลอยกระทงจึงมีไอเดียที่จะนำขนมปังมาทำกระทงไปขาย

และโพสต์ลงในเฟซบุ๊กขาย ปรากฏว่ามีคนสั่งซื้อมาจำนวนมาก โดยที่จะเน้นไปที่ลายดอกไม้ แต่มีคนหนึ่งที่มาสั่งเจาะจงให้ทำเป็นลายการ์ตูนที่มีลิขสิทธิ์ เช่น คุมะ และ แมวการ์ฟิวส์ ซึ่งตนเองก็ไม่รู้ จึงได้ทำให้ตามออเดอร์ โดยในวันดังกล่าวได้เร่งทำกระทงตั้งแต่เช้า เวลา 08.00 น. ถึงเวลา 01.30 น. เพื่อให้ทันนำไปส่งให้ลูกค้า

แต่กลับมาถูกกลั่นแกล้งด้วยการล่อซื้อจับลิขสิทธิ์ ทั้งที่ปกติตนเองก็ไม่ได้ทำลายลิขสิทธิ์อยู่แล้ว เพียงแต่ลูกค้ารายนี้เจาะจงให้ทำลายลิขสิทธิ์เพื่อที่จะล่อซื้อ และจับตนเพื่อเรียกค่าลิขสิทธิ์กว่า 50,000 บาท หลังจากที่ตนเองถูกจับแล้ว กลับบ้านมาก็ร้องไห้ตลอดทั้งคืน เพราะไม่เคยโดนคดีอะไรที่ร้ายแรงแบบนี้มาก่อน อยากถามว่าทำไมถึงทำกับตนแบบนี้ เหมือนมาหลอกให้ทำลายลิขสิทธิ์เพื่อจะจับและรีดเงินเธอโดยเฉพาะ เพราะได้ข้อความไปบอกตั้งแต่ต้นว่า ไม่อยากทำลายลิขสิทธิ์ แต่ฝั่งล่อจับก็พยายามที่จะให้ทำให้ได้

ล่าสุดเพจ Red Skull ชิม ช๊อป ใช้ เปิดวาปเลยดีกว่า ผู้ที่ว่าจ้างเด็กให้ทำกระทงลายการ์ตูน แล้วมาล่อจับลิขสิทธิ์ หาแดกง่ายจังนะไอ้เชี้ยยยย โดยทางเพจได้แจ้งว่า

ผู้ชายคือผัวคนเป็นคนไปแจ้งจับ  ส่วนเมียมีหน้าที่แชทไปจ้างเด็กทำกระทง

เกลียดคนแบบนี้ชิปหาย หากินง่ายเกิน จ้างเอง จับเอง หาแดกง่ายดี คงลืมไปว่าปัจจุบันมันสังคมโซเซียล ทุกคนเข้ารับรู้กันแล้ว คิดจะมาทำแบบนี้ ไม่รอดหรอก

ล่าสุด ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม  เจ้าของลิขสิทธิ์เตรียมคืนเงินเด็กทำกระทงวันนี้ ( 5 พฤศจิกายน 2562 ) ที่ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เจรจากับเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยเด็กทำกระทงจะได้เงินที่ถูกปรับคืน 5,000 บาท เเละอนุญาตให้ทำกระทงขายได้โดยไม่มีความผิดเเต่อย่างใด

โดยทางเพจ  ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์บอกว่า  คดีการล่อซื้อลิขสิทธิ์ ศาลฏีกาเคยมีคำพิพากษายกฟ้องมาแล้ว อย่าไปยอมจ่ายง่ายๆ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4077/2549  คดีนี้…จำเลยให้การปฏิเสธ  เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยพยานโจทก์เบิกความว่าผู้เสียหายให้สายลับทำการล่อซื้อ แต่นายไพบูลย์เบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าพยาน..ไม่ได้ทำการล่อซื้อ ร้านค้าจำเลยมีแผ่นซีดีขายอยู่แล้ว นางอชินีบอกว่าเป็นร้านที่มีกิจการขายแผ่นซีดีรายใหญ่ จึงได้มีการขอซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์ในคดีนี้ ซึ่งคำเบิกความดังกล่าวของนายไพบูลย์ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี เนื่องจากแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางเป็นแผ่นซีดีภาพยนตร์ที่จำเลยนำมาจากภายนอกทั้งสิ้น ไม่ใช่แผ่นซีดีภาพยนตร์ที่มีอยู่ในร้านขายซีดีที่เกิดเหตุ และตามทางนำสืบของโจทก์เองก็ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ยืนยันว่าในร้านขายซีดีที่เกิดเหตุมีแผ่นซีดีละเมิดลิขสิทธิ์

สำหรับคดีนี้ แม้ว่าจะมีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ และมีการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยก็ตาม แต่จากคำเบิกความของดาบตำรวจกษิดิ์เดชและพันตำรวจตรีนภดล พนักงานสอบสวน ก็แสดงให้เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจไม่ทราบเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายในคดีนี้มาก่อน และไม่ทราบเรื่องที่นางอชินีได้ติดต่อซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางจากจำเลยไว้ก่อน พฤติการณ์ของคดีเป็นการที่ผู้เสียหายดำเนินการแสวงหาพยานหลักฐานด้วยตนเองทั้งสิ้น แล้วจึงแจ้งความร้องทุกข์เพื่อนำเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมจำเลย

เพราะจำเลยได้ให้การถึงกรณีที่มีคนสั่งให้ตนซื้อแผ่นซีดีภาพยนตร์ของกลางมาตั้งแต่ต้น ตามที่ปรากฏในบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ. 8 ซึ่งได้จัดทำขึ้นในวันเกิดเหตุนั่นเอง ทั้งจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับนางน้อยมาโดยตลอด น่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายผู้เสียหายได้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามฟ้อง และไม่อาจถือได้ว่าผู้เสียหายเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์ จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยไม่มีเจตนาแต่แรกที่จะขายแผ่นซีดีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย แต่เป็นกรณีที่ฝ่ายผู้เสียหายได้ชักจูงใจหรือก่อให้จำเลยกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย การแจ้งความร้องทุกข์จึงไม่ใช่การแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งสิ้น

Loading...
Loading...